5 สไตล์การตั้งเป้าหมายของผู้นำแต่ละแบบ และคุณเป็นผู้นำแบบไหน?

ความเป็นผู้นำ คือ ส่วนสำคัญที่ทำให้งานเดินหน้า และคนที่อยู่ข้างคุณ ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน ลูกค้า หรือพาร์ทเนอร์  เพราะความเป็นผู้นำจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ แต่เราทุกคนแตกต่างกัน เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ และบรรลุตามเป้า คุณต้องกลับมาเข้าใจตัวเองก่อนว่า ความเป็นผู้นำในตัวคุณเป็นแบบไหน เมื่อเราสามารถทำความเข้าใจสไตล์การเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน คุณจะเข้าใจถึงการตั้งเป้าหมายในแต่ละแบบ และเกมส์ธุรกิจจะไปได้ไว เหมือนคุณเข้าใจสไตล์ในแบบที่คุณเป็น แล้วผู้นำในแต่ละสไตล์เหมาะกับการตั้งเป้าหมายแบบไหนกันล่ะ?

ทำไมต้องตั้งเป้าหมาย

  1. การเริ่มต้นตั้งเป้าหมาย ก็เท่ากับว่าคุณได้เพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ถึง 80%
  2. ผู้นำที่วางเป้าหมายแล้วแชร์ให้คนอื่นได้รู้ ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่แค่เขียนเป้าหมายแต่ไม่ยอมแชร์
  3. การตั้งเป้าหมาย ต้องมีการวัดผลความคืบหน้าในแต่สัปดาห์ ด้วย
  4. การตั้งเป้าหมายช่วยให้คุณรู้ว่าคุณต้องจัดลำดับความสำคัญในเรื่องใดก่อนหลัง (Top Priorities)

5 สไตล์การตั้งเป้าหมายของผู้นำแต่ละแบบ

  1. ผู้นำแบบเผด็จการลักษณะผู้นำแบบเผด็จการ: เป็นคนที่กล้าตัดสินใจ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ เขาจะตัดสินใจด้วยตัวเองเพียงคนเดียว จะไม่ฟังเสียงจากคนอื่น และจะเชื่อในสัญชาติญาณของตัวเอง มีความยืดหยุ่นน้อยสไตล์ในการตั้งเป้าหมาย: ตั้งเป้าหมายในสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คุณรู้สึกว่า นี่คือ “สิ่งที่ถูกต้อง” และใช้วิธีการสั่งการให้ทีมเข้าใจ

ตัวอย่างผู้นำลักษณะนี้: โดนัลด์ ทรัมป์

  1. ผู้นำหัวคิดสร้างสรรค์ ลักษณะผู้นำแบบหัวคิดสร้างสรรค์: มีไอเดียที่ยิ่งใหญ่ หลาย ๆ ไอเดียที่คิดออกมา สามารถเปลี่ยนแปลงสังคม หรือโลกได้เลย แต่การที่คุณมีการสื่อสารที่มากเกินไป จะเป็นตัวทำลายไอเดียความคิดสร้างสรรค์ในตัวคุณสไตล์ในการตั้งเป้าหมาย: ตั้งเป้าหมายระยะยาวที่คุณต้องการจะไปให้ถึงแบบ (Long term goals) และเกิดการร่วมมือกันทำงานระหว่างคุณกันทีม

ตัวอย่างผู้นำลักษณะนี้: อีลอน มัสก์ CEO Of Space X

3. ผู้นำแบบประชาธิปไตย


ลักษณะผู้นำแบบประชาธิปไตย:
ผู้นำลักษณะนี้จะมีการฟังผู้อื่นสูง พวกเขาจะฟังเพื่อรับเอาข้อมูล และทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงว่าคุณได้มีส่วนร่วมไปด้วยกับข้อมูลนั้น

สไตล์ในการตั้งเป้าหมาย: ตั้งเป้าหมายโดยที่คำนึงถึงความคิดที่แตกต่างกันของทีม โดยใช้วิธีการวัดผลการทำงานแบบ OKRs หรือการตั้งเป้าหมายแบบ Objective and Key Results ) รายละเอียดดังนี้

  • ตั้งวัตถุประสงค์ ทั้งในระดับองค์กร ทีมงาน หรือเป้าหมายส่วนตัว 3-5 วัตถุประสงค์
  • กำหนดผลของแต่ละเป้าหมาย โดยระบุ 3-4 ตัวชี้วัดที่วัดค่าได้จริง โดยส่วนใหญ่แล้วจะกำหนดเป็นตัวเลขระหว่าง 0-1 เพื่อดูว่างานที่กำลังทำอยู่เข้าใกล้เป้าหมายมากน้อยเพียงใด
    วิธีการนี้ บริษัทชั้นนำของโลกหลายแห่ง เช่น Google, Intel, LinkedIn, Oracle, Twitter ต่างหันมาใช้ OKR กันมากขึ้น และเป็นการใช้แทน KPIขอบคุณที่มาส่วนหนึ่งของบทความจาก http://bit.ly/2qmjS5m

ตัวอย่างผู้นำลักษณะนี้:  คาร์ลอส กอส์น (Mr. Carlos Ghosn) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มพันธมิตร เรโนลต์-นิสสัน (Renault-Nissan Alliance) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

4. ผู้นำที่มีพลังดึงดูด

ลักษณะผู้นำที่มีพลังดึงดูด:  มีความสามารถโน้มน้าวผู้อื่นเชื่อในสิ่งที่ตนเองเชื่อ แต่คุณต้องเช็คให้ชัวร์ว่าพวกเขาได้แชร์ความปรารถนาและวิสัยทัศน์ของพวกเขาออกมาด้วย

สไตล์ในการตั้งเป้าหมาย: ตั้งเป้าหมายแบบระยะยาว และใช้เวลาส่วนมากเพื่อสร้างให้ผู้คน หรือทีมเข้ามามีส่วนร่วม และเชื่อไปด้วยกัน กับเป้าหมายที่คุณตั้ง

ตัวอย่างผู้นำลักษณะนี้:  ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี

5. ผู้นำที่มีความเป็นครู (Coach)

ลักษณะผู้นำที่มีความเป็นครู: ใช้เวลาส่วนมากหมดไปกับการสอน และการพัฒนาคน โดยมีความเชื่อว่าทีม และบทบาทของการเป็นผู้นำ จะมีส่วนช่วยให้คนดึงศักยภาพของตัวเองอออกมา

สไตล์ในการตั้งเป้าหมาย: ตั้งเป้าหมายส่วนตัวเพื่อช่วยให้สามารถพัฒนาทั้งองค์กร และคนในองค์กร เมื่อคุณตั้งเป้าหมายส่วนตัวเป็นหลัก คนในองค์กรจะรู้สึกได้ถึงแรงกระตุ้นที่พวกเขาจะพัฒนาตัวเอง

ประเภทบทความ

บทความที่ได้รับความนิยม

  • สมัครรับบทความและ Ebook ฟรี
หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง, executive course, หลักสูตรผู้ประกอบการ

Talent Dynamics ศาสตร์ที่ผ่านการลงมือทำแล้วได้ผลจริง
ด้วยยอดขายระดับ New York Time Bestseller จากหนังสือ Millionaire Master Plan

หลักสูตรที่จะพาคุณ ไปเรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือ การรู้จักตัวเอง การค้นหาตัวเอง บนเส้นทางชีวิตผ่านการเรียน และการทำงาน หลักสูตรนี้ประกอบด้วยเนื้อหาเข้มข้นที่นำมาถ่ายทอดอย่างผ่อนคลายและสนุกสนานด้วยการคำนึงถึงธรรมชาติในการเรียนรู้ผ่าน Workshop สนุกๆ

ช่วยให้คุณเข้าใจตัวเอง รู้พรสวรรค์ จุดแข็ง และเข้าใจความแตกต่างระหว่างตัวเองกับคนอื่น ช่วยใน การสื่อสารองค์กร และการทำงานเป็นทีม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

Talent Dynamics เครื่องมือในการทำความเข้าใจตัวตนของมนุษย์แต่ละคน
พัฒนามาจากคัมภีร์อี้จิงซึ่งเป็นคัมภีร์โบราณของจีน
นำมาประยุกต์กับศาสตร์จิตวิทยาศึกษาคนของ ‘คาร์ล จุง’ นักจิตวิทยา

จนกลายมาเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ช่วยให้ผู้คนได้เข้าใจตัวเอง มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่แตกต่างได้ดีขึ้น และเลือกทางเดินในชีวิตได้ง่ายขึ้น ร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ ของการเรียนรู้เรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตเพื่อต่อยอดสู่ความสุขและความสำเร็จในด้านอื่น ๆ ได้แล้วกับหลักสูตร Talent Dynamics..แล้วคุณจะได้รู้ว่าการได้เป็นตัวเองคือสิ่งมีค่าที่สุด ที่จะมอบอิสระ และคุณค่าของคุณได้อย่างทวีคูณ